วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2564 ผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากกรมสรรพากรโดยติดจำนอง "เป็นผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนอง"




คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2564

ผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากกรมสรรพากรโดยติดจำนอง ชำระเงินครบถ้วน ยังไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เป็นผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 715 ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ
(1) ดอกเบี้ย
(2) ค่าสินไหมทดแทนในการชำระหนี้
(3) ค่าธรรมเนียมในการบังคับจำนอง

มาตรา 735 เมื่อผู้รับจำนองคนใดจะบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อน จึงจะบังคับจำนองได้

มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง ต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้น และต้องส่งคำเสนอไปยังบรรดาเจ้าหนี้ที่ได้จดทะเบียน ไม่ว่าในทางจำนองหรือประการอื่น ว่าจะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น
คำเสนอนั้นให้แจ้งข้อความทั้งหลายต่อไปนี้ คือ
(1) ตำแหน่งแหล่งที่และลักษณะแห่งทรัพย์สินซึ่งจำนอง
(2) วันซึ่งโอนกรรมสิทธิ์
(3) ชื่อเจ้าของเดิม
(4) ชื่อและภูมิลำเนาของผู้รับโอน
(5) จำนวนเงินที่เสนอว่าจะใช้
(6) คำนวณยอดจำนวนเงินที่ค้างชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่ง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์และจำนวนเงินที่จะจัดเป็นส่วนใช้แก่บรรดาเจ้าหนี้ตามลำดับกัน
อนึ่ง ให้คัดสำเนารายงานจดทะเบียนของเจ้าพนักงานในเรื่องทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น อันเจ้าพนักงานรับรองว่าเป็นสำเนาถูกถ้วนสอดส่งไปด้วย

ข้อเท็จจริงทางคดี
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,874,471.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 490,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 1,370,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ของต้นเงิน 690,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2549 โจทก์ออกหนังสือคํ้าประกันห้างหุ้นส่วนจำกัด สุระขุขันธ์ ต่อการเคหะแห่งชาติเพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาร่วมดำเนินกิจการโครงการบ้านเอื้ออาทร จังหวัดอุทัยธานี ภายในวงเงิน 10,184,000 บาท โดยมีนายอภิสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯ จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17443 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้ของห้างฯ ต่อโจทก์ในวงเงิน 2,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย การเคหะแห่งชาติฟ้องห้างฯ และโจทก์ให้รับผิดตามสัญญาร่วมดำเนินกิจการโครงการบ้านเอื้ออาทร จังหวัดอุทัยธานี และสัญญาค้ำประกัน ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ห้างฯ และโจทก์ชำระเงินแก่การเคหะแห่งชาติ โจทก์ชำระเงิน 14,665,702.40 บาท แก่การเคหะแห่งชาติตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางแล้ว นายอภิสิทธิ์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายปฏิวัติ เป็นผู้จัดการมรดกของนายอภิสิทธิ์ ต่อมากรมสรรพากรมีประกาศให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17443 เพื่อชำระหนี้ค่าภาษีอากรของห้างฯ และขายทอดตลาดโดยติดจำนองมีจำเลยเป็นผู้ซื้อได้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2560 จำเลยวางเงินค่าซื้อทรัพย์ครบถ้วนแล้ว แต่มิได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์และไถ่ถอนจำนองจากโจทก์ โจทก์ฟ้องห้างฯ และนายปฏิวัติในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอภิสิทธิ์กับพวกให้รับผิดตามสัญญาคํ้าประกันและจำนอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.10499/2559 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ห้างฯ ชำระเงินแก่โจทก์ และให้นายปฏิวัติในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอภิสิทธิ์ชำระเงิน 2,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่น จากกองมรดกของนายอภิสิทธิ์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน ยกคำขอของโจทก์และคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17443 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

            มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้จำนองเพียงใด เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจำนองจากการขายทอดตลาดของกรมสรรพากรโดยติดจำนองและชำระราคาครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการดำเนินการทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนการขายทอดตลาด ต้องถือว่าผู้จำนองเดิมไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่จำนองอีกต่อไป และจำเลยได้สิทธิในทรัพย์สินที่ซื้อโดยสมบูรณ์แล้ว แม้จำเลยยังมิได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม จำเลยจึงมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 12 หมวด 5 และโจทก์ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองตามมาตรา 735 ที่แก้ไขใหม่ เมื่อโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองภายในกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองและควรทราบถึงภาระหนี้จำนองมาตั้งแต่ก่อนเข้าเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองจึงต้องชำระหนี้จำนวนรวม 2,650,000 บาท พร้อมด้วยอุปกรณ์คือดอกเบี้ยของต้นเงินตามสัญญาจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 ประกอบมาตรา 738 ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.10499/2559 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้นายปฏิวัติ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอภิสิทธิ์ ผู้จำนองรับผิดชำระเงิน 2,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจึงต้องรับผิดไม่เกินกว่าภาระหนี้จำนองของผู้จำนองดังกล่าว

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,650,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ชำระให้บังคับเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิล้ำจำนวนดังกล่าวให้คืนส่วนที่ล้ำแก่จำเลย ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์อีก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

สรุปย่อคำพิพากษาศาลฎีกา
จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจำนองจากการขายทอดตลาดของกรมสรรพากรโดยติดจำนองและชำระราคาครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการดำเนินการทางทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการเพิกถอนการขายทอดตลาด ต้องถือว่าผู้จำนองเดิมไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่จำนองอีกต่อไป และจำเลยได้สิทธิในทรัพย์สินที่ซื้อโดยสมบูรณ์แล้ว แม้จำเลยยังมิได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม จำเลยจึงมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 12 หมวด 5 และโจทก์ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองตามมาตรา 735 ที่แก้ไขใหม่ เมื่อโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองภายในกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองและควรทราบถึงภาระหนี้จำนองมาตั้งแต่ก่อนเข้าเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนอง จึงต้องชำระหนี้จำนวนรวม 2,650,000 บาท พร้อมด้วยอุปกรณ์ คือดอกเบี้ยของต้นเงินตามสัญญาจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 715 ประกอบมาตรา 738 ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.10499/2559 ของศาลจังหวัดศรีสะเกษ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. ผู้จำนองรับผิดชำระเงิน 2,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจึงต้องรับผิดไม่เกินกว่าภาระหนี้จำนองของผู้จำนองดังกล่าว



 

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ความผิดฐานเจ้าพนักงานกรรโชกทรัพย์





มาตรา 148 
            ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใ
ดมอบให้หรือหามาให้ ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แก่ตนเองหรือผู้อื่น
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต

องค์ประกอบความผิดภายนอก

1. ผู้กระทำความผิด คือ “เจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) ที่บัญญัติว่า เจ้าพนักงาน หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงาน หรือได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าจะเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ซึ่งเจ้าพนักงานผู้ใช้อำนาจตามหมายของมาตรานี้ คือเจ้าพนักงานที่กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ตามตำแหน่งราชการนั้น ๆ ไว้แล้ว หรือจะเรียกอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “ตำแหน่งหน้าที่” จึงได้มีการให้อำนาจเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติราชการตามตำแหน่งหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ อย่างเช่น พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในเมื่อทำการอันเกี่ยวกับการจับกุมปราบปรามผู้กระทำความผิด ที่ตนมีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปราม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงได้บัญญัติเครื่องมือสำหรับการกระทำการตามหน้าที่ไว้ ในส่วนของ การออกหมายเรียก การจับ การค้น การควบคุม การแสวงหาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานไว้ จึงสรุปได้ว่าการที่จะได้ความชัดเจนว่าเจ้าพนักงานผู้นั้นได้ใช้อำนาจในตำแหน่งเรื่องใด จึงต้องกลับมาพิจารณาที่จุดเริ่มต้นกันเสียก่อนว่าเจ้าพนักงานผู้นั้นมีตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติราชการอย่างไร เพราะหากเป็นเรื่องที่นอกเหนือตำแหน่งหน้าที่แล้วสิ่งที่เจ้าพนักงานผู้นั้นใช้กระทำความผิดก็ไม่ใช่เรื่องของการใช้อำนาจในตำแหน่ง และหากเป็นกรณีเจ้าพนักงานผู้ไม่มีหน้าที่ในตำแหน่งที่จะใช้อำนาจนั้น ๆ หรือกรณีราษฎรหรือผู้อื่นที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงาน จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนตามมาตรา 148 ประกอบมาตรา 86 (1254/2502,1230/2510)

2.การกระทำ คือ “ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ” หมายถึง ใช้อำนาจในตำแหน่งของตน แต่ใช้โดยมิชอบ เช่น มีตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายปราบปราม ใช้อำนาจในตำแหน่งนั้นจับกุมผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดเพื่อเรียกเอาทรัพย์สิน มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีใช้อำนาจในตำแหน่งนั้นเรียกรับผลประโยชน์ ผิดฐานนี้

การใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เช่น จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายได้ทั่วราชอาณาจักร ใช้อำนาจในตำแหน่งแกล้งกล่าวหาผู้เสียหายว่ากระทำผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ โดยผู้เสียหายมิได้กระทำผิด จำเลยกล่าวหาเช่นนั้นเพื่อมิใช้ผู้เสียหายขัดขวางในการที่จำเลยกับพวกยึดเอาเลื่อยยนต์ของผู้เสียหายไป การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมมอบทรัพย์สินของผู้เสียหายให้แก่จำเลยกับพวกนั้นเอง จึงเป็นความผิดตามาตรา 148 (1085/2536) จำเลยเป็นตำรวจประจำอยู่ในกรุงเทพฯ พากันไปแกล้งจับผู้เสียหายที่จังหวัดนครนายก หาว่าเล่นสลากกินรวบ ขอค้นบ้านแล้วงัดลิ้นชัดโต๊ะหยิบเอาเงินและปืนไปเพื่อประโยชน์แก่ตนดังนี้ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 แล้ว ( ป.1389/2506) จำเลยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ข่มขืนใจและจูงใจให้เจ้าพนักงานที่ดินให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่บริษัทที่ตัวเองถือหุ้นอยู่ มีความผิดตามาตรา 148 (อม.2/2551) จำเลยที่ ๑ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีถือเป็นเจ้าพนักงานตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 (10) ได้จูงใจและข่มขืนใจให้สาธารณสุขจังหวัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งแพงว่าราคาปกติหรือมิฉะนั้นก็ขอเงินสวัสดิการให้แก่ผู้ใหญ่ 15 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่ได้รับ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 148 และเมื่อเป็นความผิดตามมาตรา 148 ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะแล้ว ไม่ต้องปรับมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ( อม.1/2545)

ถ้าเป็นการใช้อำนาจนอกตำแหน่งหน้าที่ของตน ก็ไม่ถือเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งไม่มีความผิดฐานนี้ เช่น จำเลยมีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่หมู่ที่ ๑ แต่ไปแกล้งจับกุมผู้เสียหายในหมู่ที่ ๒ ไม่ถือเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่ ไม่ผิดฐานนี้ แต่ก็ผิดฐานกรรโชกได้ (เทียบ ๕๑๓/๒๔๗๐) จำเลยเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน มีหน้าที่ในเรื่องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แต่การที่จำเลยแนะนำผู้เสียหายว่าจะต้องมีการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก่อนและรับติดต่อทนายความให้ ไม่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ และไม่เป็นการปฏิบัติการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ผิดมาตรา 148 และมาตรา 157 (2389/2547) การที่เจ้าพนักงานหลอกลวงเอาเงินประชาชน ไม่ถือเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 148 แต่ผิดฐานฉ้อโกง (2645/2527)

การใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ จะต้องกระทำโดยการ “ข่มขืนใจ” คือ บังคับใจผู้อื่นโดยผู้อื่นไม่ยินยอม เช่น แกล้งจับกุมผู้เสียหายและแจ้งข้อหาลักรถซึ่งไม่เป็นความจริง ข่มขืนใจเรียกเงิน เมื่อได้รับเงินแล้วปล่อยตัวไป ผิดมาตรา 148 (3861/2528) ถ้าไม่ให้เงินจะทำการจับกุมหญิงที่รับจ้างค่าประเวณี โดยไม่ปรากฎว่ามีการค้าประเวณีกันจริง เป็นการข่มขืนใจผิดมาตรา 148 (753/2539) จำเลยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกดดันให้เจ้าพนักงานที่ดินให้ออกโฉนดที่ดิน เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง ทั้งยังไปข่มขู่เจ้าพนักงานที่ดินถึงห้องทำงาน และโยกย้ายลดขั้นผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินลงนามออกฉโฉนดแล้ว จำเลยมอบพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทองคำคนละ 1 องค์ นอกจากนี้ยังโทรไปเร่งรัดประธาน อบต. คลองด่านให้ทำเรื่องขออนุญาตใช้พื้นที่ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ถือว่าจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจเจ้าพนักงานที่ดินให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยในนามบริษัทฯ จำเลยมีความผิดตามมาตรา 148 (อม.2/2551)

ส่วนการ “จูงใจ” ก็คือ โน้มน้าวใจผู้อื่นเพื่อให้ยอมกระทำตามที่ตนต้องการ เช่น ตำรวจแกล้งจับกุมผู้ที่ไม่ได้กระทำผิด แล้วข่มขืนใจเรียกรับเงิน ผิดมาตรา 148 (1663/2513)

ถ้าเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบแล้ว เช่น จับกุมผู้กระทำความผิดจริง ๆ แล้วเรียกทรัพย์สินจากการใช้อำนาจนั้น เจ้าพนักงานไม่ผิดมาตรา 148 เพราะมาตรา 148 จะต้องเริ่มต้นจากการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ แต่ผิดมาตรา 149 เพราะเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยชอบตั้งแต่เริ่มแรก

แต่ในบางกรณีเจ้าพนักงานกระทำความผิดทั้งสองข้อหาพร้อมกันได้ เช่น เจ้าพนักงานเรียกเก็บเงินจากคนขับรถบรรทุกโดยไม่เลือกว่าคนขับเหล่านั้นได้กระทำผิดกฎหมายหรือไม่ ถือว่าใช้อำนาจาในตำแหน่งโดยชอบตามมาตรา 148 (เพราะจับคนไม่ผิด) และถ้าคนขับคนใดกระทำผิดกฎหมายจริง ก็จะเรียกเงินแล้วปล่อยตัวไปเป็นความผิดตามมาตรา 149 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน (3309/2541)

องค์ประกอบความผิดภายใน นอกจากเจตนาธรรมดาแล้ว ผู้กระทำยังต้องมีเจตนาพิเศษ “เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น” ฉะนั้น เมื่อใช้อำนาจโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจโดยมีเจตนาพิเศษดังกล่าว ก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องได้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดนั้น เช่น แกล้งกล่าวหาแล้วเรียกเงินแม้ผู้เสียหายจะไม่มีให้ ก็เป็นความผิดสำเร็จ (599/2505)

มาตรา 148 เกี่ยวข้องอย่างไรกับมาตรา 337

เจ้าพนักงานข่มขืนใจโดยขู่ว่าจะจับกุมผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด หากไม่ส่งมอบทรัพย์สินให้ ถือว่าเป็นการข่มขืนในผู้อื่นให้ยอมให้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่ว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพตามมาตรา 337 ด้วย เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษมาตรา 148 ซึ่งเป็นบทหนักสุด (มาตรา 148 -ประหารชีวิติ) (824/2506) ข่มขืนใจแล้ว ผู้เสียหายไม่ยอกตามที่ถูกข่มขืนใจ ผิดสำเร็จเฉพาะมาตรา 148 แต่เป็นพยายามกรรโชก ตามมาตรา 337 ประกอบมาตรา 80 (2573/2553)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4789/2565

ป.อ. มาตรา 148, 149, 157

ป.วิ.อ. มาตรา 192, 215, 225

การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 จะต้องได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ส. โดยชอบ กล่าวคือ จับกุมขณะ ส. กำลังเล่นการพนัน แล้วหลังจากนั้นจึงเรียกรับเงินจาก ส. เพื่อที่จะไม่ดำเนินคดี เมื่อจำเลยกับพวกไม่พบการเล่นการพนันไฮโลในที่เกิดเหตุ การจับกุม ส. จึงเป็นการจับกุมโดยมิชอบ แม้จะมีการเรียกรับเงินจาก ส. การกระทำของจำเลยกับพวกก็ไม่อาจเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 ได้ คงเป็นความผิดตามมาตรา 148 แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องขอลงโทษในความผิดฐานดังกล่าว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 กับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้ตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทความผิดทั่วไปเท่านั้น

_________________

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 149, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 5 ปี คำให้การชั้นไต่สวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน ยกฟ้องข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ชุดปฏิบัติการด้านความมั่นคงตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลย ดาบตำรวจจรัส และจ่าสิบตำรวจสังวรณ์ เจ้าพนักงานตำรวจชุดปฏิบัติการด้านความมั่นคงตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบเล่นการพนักงานไฮโลบริเวณที่จัดงานศพนายบุตร จึงเดินทางไปที่บริเวณดังกล่าวแล้วควบคุมตัวนายสุเทพ พร้อมกับยึดแผงเล่นการพนันไฮโลได้ในที่เกิดเหตุ นายสุเทพอ้างว่าไม่ได้ร่วมเล่นการพนันด้วย จากนั้นดาบตำรวจจรัสและจำเลยกับพวกคุมตัวนายสุเทพขึ้นรถกระบะโดยมีชายไม่ทราบชื่อนั่งประกบนายสุเทพที่ห้องโดยสารด้านหลัง จำเลยนั่งด้านหน้าคู่กับดาบตำรวจจรัสซึ่งเป็นคนขับ ดาบตำรวจจรัสขับรถไปที่ตลาดนัดโดยมีจ่าสิบตำรวจสังวรขับรถเก๋งตามไป เมื่อไปถึงตลาดนัดดังกล่าว ดาบตำรวจจรัสกับนายสุเทพลงจากรถไปพูดคุยกันตามลำพัง ดาบตำรวจจรัสเรียกรับเงินจากนายสุเทพ 3,000 บาท แล้วปล่อยตัวนายสุเทพไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลย ดาบตำรวจจรัสและจ่าสิบตำรวจสังวรณ์ ร่วมกันเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อจะจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันตามที่ได้รับแจ้ง เมื่อไปถึงจ่าสิบตำรวจสังวร เข้าจับกุมนายสุเทพ แล้วดาบตำรวจจรัสขับรถพาจำเลยกับพวกและนายสุเทพไปที่ตลาดนัดทุ่งฟ้าบดโดยไม่ส่งตัวนายสุเทพให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี จำเลยซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ตอนนี้ด้วยไม่ได้ทักท้วงการกระทำของดาบตำรวจจรัสแต่อย่างใด แต่กลับนั่งรถไปที่ตลาดนัดกับดาบตำรวจจรัสจนกระทั่งดาบตำรวจจรัสเรียกรับเงินจากนายสุเทพแล้วปล่อยตัวนายสุเทพไป ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวจำเลยก็ไม่ได้ทักท้วงห้ามปรามอีกเช่นกัน กรณีจึงเห็นได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยอย่างยิ่งที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายจะประพฤติตนเยี่ยงนั้นหากไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำของดาบตำรวจจรัสด้วย ประกอบกับพฤติการณ์ที่ดาบตำรวจจรัสเรียกรับเงินจากนายสุเทพในขณะที่จำเลยกับพวกอยู่บริเวณใกล้เคียง ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ประการหนึ่งว่าจำเลยรู้เห็นในการกระทำของดาบตำรวจจรัสในลักษณะร่วมมือกับดาบตำรวจจรัส เพราะมิฉะนั้นดาบตำรวจจรัสก็คงไม่กล้ากระทำการเช่นนั้น ดังนี้ แม้จำเลยจะไม่อยู่ในเหตุการณ์ที่ดาบตำรวจจรัสเรียกรับเงินนายสุเทพ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยแสดงออกมาตามลำดับดังกล่าว เพียงพอที่จะรับฟังได้แล้วว่าจำเลยร่วมกับดาบตำรวจจรัสเรียกรับเงินจากนายสุเทพด้วย

อย่างไรก็ตามการที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 149 นั้น จะต้องได้ความว่าจ่าสิบตำรวจสังวรณ์จับกุมนายสุเทพโดยชอบ กล่าวคือจับกุมในขณะที่นายสุเทพกำลังเล่นการพนันแล้วหลังจากนั้นจึงเรียกรับเงินจากนายสุเทพเพื่อที่จะไม่ดำเนินคดี แต่คดีนี้นายสุเทพให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าขณะถูกจับกุมไม่ได้เล่นการพนัน หากแต่นั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ ซึ่งข้อเท็จจริงว่านายสุเทพเล่นการพนันอยู่หรือไม่นี้อยู่ความรู้เห็นของจ่าสิบตำรวจสังวรณ์ผู้จับกุม แต่โจทก์ไม่นำจ่าสิบตำรวจสังวรมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏจากบันทึกการตรวจยึดทรัพย์สินและรายงานประจำวันธุรการว่า จำเลยกับพวกไม่พบการเล่นพนันไฮโลในที่เกิดเหตุ คงพบแต่แผงเล่นการพนันไฮโลวางทิ้งไว้ ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่า ขณะถูกจับนายสุเทพไม่ได้เล่นการพนัน ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่าจ่าสิบตำรวจสังวรณ์จับกุมนายสุเทพในขณะที่นายสุเทพกำลังเล่นการพนัน การจับกุมของจ่าสิบตำรวจสังวรณ์จึงเป็นการจับกุมโดยมิชอบ เช่นนี้แม้ภายหลังจะมีการเรียกรับเงินจากนายสุเทพ การกระทำของจำเลยกับพวกก็ไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น การกระทำดังกล่าวของจำเลยกับพวกคงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบและมาตรา 215 และ 225 กับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบทความผิดทั่วไปเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4594/2565

ป.อ. มาตรา 148

ป.อ. มาตรา 148 บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น...” นั้น การข่มขืนใจหรือจูงใจต้องเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นมิใช่ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อ ธ. เป็นผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจําเลย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มขืนใจหรือจูงใจบุคคลอื่นเพื่อให้มอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจําเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำนวนเงินที่จำเลยทุจริตไม่มาก จำเลยไม่มีประวัติว่าเคยกระทำความผิดมาก่อนและจำเลยถูกให้ออกจากราชการซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลย ผลร้ายดังกล่าวเพียงพอกับความผิดของจำเลยแล้ว จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ต่อมาเดือนตุลาคม 2552 องค์การบริหารส่วนตำบล ท. ได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล ท. ในปีงบประมาณ 2550 ขณะที่เทศบาลตำบล ท. ยังเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ได้จัดทำโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) โดยนายวัชรพล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สังกัดสำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ท. เป็นผู้เสนอโครงการ จำเลยเป็นผู้เห็นชอบโครงการ และนายอานนท์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ในขณะนั้นเป็นผู้อนุมัติโครงการ กำหนดการอบรมระหว่างวันที่ 27 ถึง 31 สิงหาคม 2550 ณ กรมทหารราบที่ 7 มีผู้เข้ารับการอบรมซึ่งเป็นสมาชิก อปพร. ตำบล ท. จำนวน 13 หมู่บ้าน รวม 80 คน โดยใช้เงินนอกงบประมาณ คือเงินสะสมและเงินงบประมาณในหมวดค่าตอบแทนใช้สอยรวมจำนวน 406,000 บาท เป็นค่าดำเนินการในโครงการดังกล่าว ได้แก่ ค่าตอบแทนวิทยากร ค่าอุปกรณ์ดับเพลิง ค่ากระโดดหอ ค่าชุด ค่าอาหารว่าง ค่าเครื่องเสียง ค่าเครื่องเขียน ค่าคู่มือ ค่าใบประกาศ ค่าน้ำมัน ค่าจ้างเหมาทำป้าย ค่าดอกไม้ และค่ารถรับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมในวันที่ 27 สิงหาคม 2550 จากองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ไปยังกรมทหารราบที่ 7 เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมเฉพาะขาไป ในวันที่ 29 สิงหาคม 2550 จากกรมทหารราบที่ 7 ไปอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่าเพื่อกระโดดหอสูงทดสอบกำลังใจ ทั้งขาไปและขากลับ และในวันที่ 31 สิงหาคม 2550 จากกรมทหารราบที่ 7 กลับองค์การบริหารส่วนตำบล ท. เฉพาะขากลับด้วย จำนวน 2 คัน คันละ 8,000 บาท รวมเป็นเงิน 16,000 บาท ตามบันทึกข้อความขออนุมัติดำเนินโครงการและประมาณค่าใช้จ่าย ต่อมามีการฝึกอบรมตามกำหนดวันเวลาดังกล่าว ในส่วนของการเช่ารถรับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมนั้น องค์การบริหารส่วนตำบล ท. โดยนายอานนท์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ทำบันทึกตกลงจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. โดยนางสาวธิดารัตน์ หุ้นส่วนผู้จัดการ และมีคำสั่งแต่งตั้งนายวัชรพล นางสาวพรรณี นักพัฒนาชุมชน และนางสาวพิทยาภรณ์ นักวิชาการประชาสัมพันธ์ เป็นคณะกรรมการตรวจรับการจัดซื้อจัดจ้าง ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ที่ 333/2550 ต่อมามีการเบิกค่ารถดังกล่าวจำนวน 15,840 บาท (หักภาษี 160 บาท) ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างไป ตามฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณรายจ่าย ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2552 มีผู้ร้องเรียนนายอานนท์และจำเลยต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าทุจริตเงินค่าจ้างรถดังกล่าวมีการนำชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. มาเป็นผู้รับจ้าง แต่ในความเป็นจริงได้รับความอนุเคราะห์รถรับส่งจากกรมทหารราบที่ 7 ตามหนังสือร้องเรียน คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งพนักงานไต่สวนข้อเท็จจริง แล้วมีมติเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ว่า จากการไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า นายอานนท์กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ส่วนจำเลยมีมูลความผิดตามข้อกล่าวหา จำเลยจึงถูกดำเนินคดีเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ด้วยนั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 43 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 นั้น โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงมาในคำฟ้องว่า จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจ นางสาวธิดารัตน์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ว่า องค์การบริหารส่วนตำบล ท. ต้องการจ้างรถโดยสารขนาด 40 ที่นั่ง เพื่อใช้ในโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) จำนวน 1 คัน ราคา 8,000 บาท แต่ขอให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบล ท. ว่ามีการจ้างรถโดยสารขนาดดังกล่าวจำนวน 2 คัน รวมเป็นเงิน 16,000 บาท โดยให้ทำหลักฐานการส่งมอบพร้อมทั้งออกใบเสร็จรับเงินเป็นการจ้างรถโดยสารขนาดดังกล่าวจำนวน 2 คัน แล้วให้นำเงินค่าจ้างส่วนต่างที่เบิกมาจำนวน 8,000 บาท มามอบให้จำเลย นางสาวธิดารัตน์ตกลงตามที่จำเลยเสนอเข้าทำสัญญาจ้าง ทำเอกสารส่งมอบงานและออกใบเสร็จรับเงินค่าจ้างเป็นการจ้างรถโดยสารจำนวน 2 คัน ราคา 16,000 บาท แล้วนำเงินส่วนต่างไปมอบให้แก่จำเลยตามที่จำเลยเรียกรับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ แต่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว วินิจฉัยว่า ไม่มีการจ้างรถโดยสารมารับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) แต่จำเลยดำเนินการให้ปรากฏหลักฐานว่ามีการจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. นำรถโดยสารมารับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 4 เที่ยว แล้วเบิกเงินค่าจ้างจำนวน 16,000 บาท ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยกับพวก โดยนางสาวธิดารัตน์มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนดังกล่าว แม้แตกต่างจากที่โจทก์ฟ้อง แต่จำเลยไม่หลงต่อสู้เพราะจำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ดังนั้น จะมีรถหรือไม่ หรือมีกี่คันก็เป็นความผิดทั้งสิ้น ข้อแตกต่างดังกล่าวจึงมิใช่สาระสำคัญ ศาลลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง การที่จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาประโยชน์ จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ตามฟ้องโจทก์ เพราะการที่จะเป็นความผิดฐานนี้ผู้ถูกข่มขืนใจหรือจูงใจต้องมิใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานด้วย จากเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าว ศาลชั้นต้นมิได้รับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและนำพยานเข้าไต่สวนในชั้นการพิจารณาของศาลว่าจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจนางสาวธิดารัตน์ ให้ทำเอกสารหรือหลักฐานการรับจ้างรถโดยสาร 2 คัน มาส่งมอบแล้วนำหลักฐานนั้นมาทำการเบิกจนได้รับส่วนต่าง แล้วนำเงินส่วนต่างมามอบให้แต่อย่างใด แต่รับฟังได้ว่า จำเลยได้ร่วมกับนางสาวธิดารัตน์ดำเนินการให้ปรากฏหลักฐานว่ามีการจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. นำรถโดยสารมารับส่งผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 4 เที่ยว แล้วเบิกเงินค่าจ้างจำนวน 16,000 บาท ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยกับพวก จึงไม่มีการข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น เนื่องจากนางสาวธิดารัตน์มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่โจทก์ฟ้องและนำพยานเข้าไต่สวนในชั้นพิจารณาของศาล แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องอย่างไรที่ถูกควรเป็นอย่างไร แต่กลับอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว เพราะผู้ถูกข่มขืนใจไม่จำเป็นว่าจะต้องมีส่วนร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดด้วยหรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์เพียงแต่ไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา แต่อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมานั้น การกระทำของจำเลยก็ยังคงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 อยู่นั่นเอง จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 43 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์การรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ไปเสียทีเดียว เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น...” นั้น การข่มขืนใจหรือจูงใจต้องเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นมิใช่ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อนางสาวธิดารัตน์เป็นผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการข่มขืนใจหรือจูงใจบุคคลอื่นเพื่อให้มอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษ นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้เหตุผลเหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน


วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์






 มาตรา 147 (เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์)

ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษา ทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

1. เป็นเจ้าพนักงาน

    คำ ๆ นี้ ได้มีนิยามไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) ว่า “เจ้าพนักงาน หมายความว่า บุคคลซึ่งตามกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงาน หรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำ หรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่” จึงพิจารณาเห็นได้ว่าบุคคลที่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีอยู่ 2 กรณี คือ 1. บุคคลที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่าให้บุคคลนั้น ๆ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หรือ 2. บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยบุคคลทั้งสองกรณีไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่เป็นประจำ หรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าความเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีให้ 2 ลักษณะ คือ 1. เจ้าพนักงานโดยสภาพ ซึ่งหมายถึงบุคคลที่ผ่านขั้นตอนการคัดเลือกหรือสรรหาตามกระบวนการวิธีเพื่อบรรจุบุคคลให้เข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ และได้รับแต่งตั้งตามกฎหมาย “ให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ” ในหน่วยงานราชการต่าง ๆ และ 2. ไม่ใช่เจ้าพนักงานโดยสภาพ ซึ่งหมายบุคคลที่มีกฎหมายวิธีการสรรหาบุคคลนั้นเพื่อทำหน้าที่ของราชการในตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง แล้วได้มีกฎหมายกำหนดว่าให้บุคคลที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งนั้น ๆ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน แต่อย่างไรก็ตามในบางองค์กร หรือบางหน่วยงานบัญญัติกฎหมายในส่วนของตนเองให้บุคคลผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งนั้น ๆ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา


2. มีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการ รักษา ทรัพย์ (เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ)

    ที่มาของหน้าที่ ซึ่งมีได้ 2 ลักษณะ คือ 1. การถูกกำหนดไว้ในขณะได้รับการบรรจุแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ หรือกฎหมายได้บัญญัติให้บุคคลนั้นมีหน้าที่อย่างไรมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นไปตามตำแหน่งของบุคคลนั้น ๆ อย่างเช่น ตำแหน่งนิติกร ก็มีหน้าที่เกี่ยวกับงานกฎหมาย สัญญา ตรวจสัญญา งานตรวจสอบข้อเท็จจริง หรืองานด้าน ๆ กฎหมายอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจของหน่วยงานราชการนั้น ๆ หรือ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัสดุ ก็มีหน้าที่เกี่ยวกับการกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การคลัง ก็มีหน้าที่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน รักษาเงิน หรือบางหน่วนงานก็มีเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ ก็มีหน้าที่เกี่ยวกับการเก็บเงิน รับชำระเงิน เป็นต้น ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ประการแรกพิจารณาจากตำแหน่งของเจ้าพนักงานผู้นั้นว่ามีหน้าที่ใด ๆ และในลักษณะที่ 2 คือ การได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่นั้น ๆ เช่น ตำแหน่งนิติกร อาจได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ หรือกรรมการตรวจรับ ในกรณีนี้ถือว่าได้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการตามคำสั่งแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการเพิ่มขึ้นมาจากตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยปกติ ทั้งนี้ การแต่งตั้งให้บุคคลใดทำหน้าที่ใด ๆ การได้มาแห่งอำนาจตามกฎหมายต้องเป็นการได้มาอย่างไม่ขาดสาย หมายความว่าการที่บุคคลใดจะแต่งตั้งให้บุคคลใดมีอำนาจตามกฎหมาย บุคคลผู้แต่งตั้งนั้นต้องมีอำนาจตามกฎหมายและกฎหมายให้อำนาจในการที่จะแต่งตั้งบุคคลอื่นให้ใช้อำนาจตามกฎหมายนั้นด้วย 

    การรักษาทรัพย์ตามมาตรา 147 นั้นไม่จำต้องถึงขั้นครอบครองทรัพย์นั้นก็ได้ การจัดการทรัพย์ ตรงกับการรับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินตามมาตรา ๓๕๓ แต่หน้าที่ ซื้อ ทำ หรือรักษาทรัพย์นั้น การรักษาทรัพย์มีความหมายกว้างกว่าการครอบครองทรัพย์สิน ตามมาตรา ๓๕๒ การครอบครองย่อมเป็นการรักษาทรัพย์ด้วยในตัว แต่การรักษาทรัพย์อาจไม่ถึงขนาดที่เป็นการครอบครองก็ได้ ถ้าเจ้าพนักงานเอาทรัพย์ที่ตนดูแลรักษาไป แม้ไม่ได้ครอบครองอยู่ในขณะนั้น กรณีเป็นลักทรัพย์ ไม่ใช่ยักยอกมาตรา ๓๕๒ แต่ก็เป็นการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔๗ ซึ่งมีโทษสูงกว่าลักทรัพย์

    องค์ประกอบในข้อหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เฉพาะที่ว่ารักษาทรัพย์ใด น่าจะตรงกับความในมาตรา ๑๕๘ ในข้อที่ว่าทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่รักษาไว้ ข้อแตกต่างระหว่าง มาตรา ๑๔๗ กับ ๑๕๘ เท่าที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์ใด เห็นจะอยู่ที่การกระทำตามมาตรา ๑๔๗ ต้องถึงขนาดเบียดบังในลักษณะยักยอก คือไปเลย และต้องมีเจตนาพิเศษ คือทุจริต แต่ตามมาตรา ๑๕๘ เป็นเพียงเอาไปเสีย ไม่จำต้องเบียดบังเอาไปเลยและไม่ต้องมีการทุจริตอันเป็นเจตนาพิเศษ เมื่อเป็นความผิดตามมาตรานี้แล้ว ก็ไม่เป็นนควาผิดตามมาตรา ๑๕๘ ส่วนมาตรา ๑๕๑ เป็นเรื่องที่ผู้กระทำมิได้เบียดบังเอาทรัพย์ที่อยู่ในหน้าที่ หากใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ทำให้เสียหายแก่รัฐ ทำนองเดียวกับมาตรา ๓๕๓

ฎ.21355/2556 จำเลยซึ่งเป็นเลขานุการตำบล และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการและรักษาเงินงบประมาณค่าจ้างของสภาเทศบาล ล. ได้เบิกเงินงบประมาณค่าจ้างของสภาตำบล แล้วจ่ายเป็นค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. ยังทำงานขุดลอกคลองไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ทั้ง ๆ ที่องค์การบริหารส่วนตำบล ล. ยังไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างฯ การกระทำของจำเลยดังกล่าว ถือว่าได้ว่าเป็นการที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการและรักษาเงินงบประมาณค่าจ้างนั้น ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147

ฎ.8088/2561 เงินจำนวน 10,000 บาท ที่จำเลยในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองรับไปจากศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดหนองบังลำภู เป็นเงินที่ศูนย์ฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการจัดสรรมาให้ศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง เงินดังกล่าวถือเป็นเงินของทางราชการ ที่ต้องนำส่งเป็นเงินรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองทั้งสิ้น กรณีมิใช่เป็นเงินที่มีผู้อุทิศให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองเป็นการเฉพาะเจาะจงว่าให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่จำเลยฎีกา จำเลยในฐานนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง และประธานศูนย์กีฬาฯ ต้องทราบดีว่าจะต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้อย่างไร การที่จำเลยอ้างว่า จำเลยมีความขัดแย้งกับ ส. ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองจนไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้ ก็มิได้เป็นเหตุให้จำเลยมีหน้าที่หรือจำเลยต้องเก็บรักษาเงินไว้เอง การที่จำเลยเก็บรักษาเงินไว้เองโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ และไม่เคยแจ้งให้คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองทราบ พฤติการ์ดังกล่าวของจำเลยรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมีเจตนาเบียดบังเงินดังกล่าวเป็นของตนเองโดยทุจริต แม้ต่อมาจำเลยจะคืนเงินดังกล่าวให้แก่คณะกรรมการฯ แต่ก็เป็นเวลภายหลักจากที่มีการร้องทุกข์แล้ว จึงหาเป็นเหตุให้รับฟังได้ว่าจำเลยมิได้มีเจตนาทุจริตเบียดบังเงินดังกล่าวเป็นของตนเอง 

    ทรัพย์ใดที่ไม่มีกฎหมายกำหนดให้เรียกเก็บได้ เจ้าพนักงานก็ไม่มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์นั้น เช่น เงินที่ประชาชนมอบให้เป็นค่าบริการ ไม่เป็นทรัพย์ที่เจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาไว้ จำเลยเอาเป็นส่วนตัวไปผิดตามมาตรานี้ (3410/2525) เงินสวัสดิการข้าราชการ ไม่ได้มีเจตนามุ่งหมายใช้จ่ายในทางราชการ แต่เป็นการใช้จ่ายช่วยเหลือราชการเป็นการส่วนตัว จึงมิใช่ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาไว้ เมื่อจำเลยเบียดบังไป ไม่ผิดมาตรานี้ แต่ผิดมาตรา 152 (3031/2517) จำเลยเป็นเจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้วยึดเอาส่วนที่เกินนั้นไว้ เงินส่วนที่เกินไม่ใช่เงินของทางราชการ จึงไม่ใช่เงินที่เจ้าพนักงานมีหน้าที่เก็บหรือรักษาไว้ ไม่ผิดมาตรานี้ (1272/2506) เงินค่าบำรุงงานศพที่เจ้าภาพมอบให้เป็นสวัสดิการตำรวจ ไม่อยู่ในความหมายของคำว่า “ทรัพย์” ตามมาตรานี้ การที่จำเลยเบียดบังเงินค่าบำรุงงานศพไป ไม่ผิดตามมาตรานี้ (5964/2537)

3. การกระทำ 

    คือ “เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่น” มีความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 352 หมายถึง เอาไปเลยหรือเอาไปโดยเด็ดขาด เช่น รับเงินรายได้ของราชการแล้วเอาไปเลยไม่นำส่งคืนคลัง ผิดมาตรานี้ (1507/2530) เอาปืนหลวงไปจำนำจนผู้บังคับบัญชาต้องไปไถ่คืนหลังจากจำนำแล้ว 5 เดือน ผิดมาตรานี้ (1264/2518) จำเลยมาช่วยราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ โดยยังไม่ขาดจากตำแหน่งเดิมที่อำเภอหนองเรือ จึงต้องรับเงินเดือนจากต้นสังกัดเดิม แต่กลับตั้งฎีกาเบิกเงินเดือนของจำเลย ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระอีก อันเป็นการซ้ำซ้อน รวม 7 เดือน แล้วเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตน มีความผิดตามมาตรานี้ (2236/2551) แม้เอามาคืนภายหลัก ก็ไม่ทำให้กลับกลายเป็นไม่เป็นความผิด (เทียบ 958/2534) เจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่เก็บรักษาของกลางคดีอาญา เบียดบังเอากัญชาของกลางไป ผิดมาตรานี้ (2729/2532)

    ความผิดตามมาตรา 147 เป็นกรรมเดียวหลายบทกันความผิดตามมาตรา 157 ลงโทษมาตรา 147 บทหนักที่สุด เช่น จำเลยได้รับแต่งตั้งให้รักษาการตำแหน่งสมุห์บัญชีอำเภอ มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีส่งคลังจังหวัด เมื่อรับเงินค่าภาษีแล้วต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ชำระเงินบางราย จำเลยไม่ออกให้บางรายให้ไม่ตรงตามจำนวนเงินที่รับไว้แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเบียดบังทรัพย์เป็นประโยชน์ตนโดยทุจริต มีความผิดตามมาตรา 147 ,157 เป็นกรรมเดียวหลายบท ลงโทษมาตรา 147 บทหนักที่สุด (1146/2537) จำเลยเป็นเจ้าอาวาสเบียดบังเงินซึ่งเป็นเงินที่มีผู้บริจาคให้แก่วัดผู้เสียหายมีความผิดตามมาตรา 147, 157 เป็นกรรมเดียวหลายบท ลงโทษมาตรา 147 บทหนักที่สุด (11340/2556) ถ้าปลอมเอกสารแล้วเบียดบังเอาเงินไป ก็เป็นความผิดในส่วนที่ปลอมนั้นด้วย เช่น เจ้าหน้าที่การเงินของโรงเรียนปลอมสัญญารับรองการยืมเงินของบุคคลอื่นแล้วเบียดบังเอาเงินไป ผิดมาตรา 147 และผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ตามมาตรา 161 กรรมเดียวหลายบท ลงโทษมาตรา 147 บทหนักที่สุด (2823/2541)

4. องค์ประกอบในส่วนของการกระทำอีกประการหนึ่ง 

คือ “ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย” ความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์มีความหมายกว้างกว่าฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 152 เพราะแม้แต่เจ้าพนักงานยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไป ก็เป็นความผิด เช่น จำเลยเป็นนายสิบทหารทำหน้าที่จ่ากองร้อยมีหน้าที่รักษาทรัพย์ในคลัง ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์ในคลังไปผิดมาตรานี้ (534/2491) พลทหารมีหน้าที่ขับรถ ยอมให้ผู้อื่นดูดเอาน้ำมันไปผิดมาตรานี้ (341/2512)

5. วัตถุแห่งการกระทำ

 คือ “ทรัพย์” ไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์ของทางราชการแล้ว เช่น จำเลยรับเงินค่าธรรมเนียมซื้อขายที่ดินแล้ว ไม่นำส่งฝ่ายการเงิน แต่เอาไปเป็นของตนเอง ผิดมาตรานี้ (3224-3225/2527) แม้เงินค่าตอบแทนผู้เยาว์จะไม่ใช่เงินของทางราชการ แต่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานคุมประพฤติรับไว้ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์นั้น เมื่อเบียดบังไปโดยทุจริต ผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ (205/2554) แม้เป็นเงินนอกงบประมาณและเป็นของหน่วยงานอื่น แต่จำเลยมีหน้าที่รักษาเงินนั้น เมื่อจำเลยเบียดบังเอาไป มีความผิดตามมาตรานี้ (7797/2538)

6. องค์ประกอบภายใน

 คือ เจตนาธรรมดาและเจตนาพิเศษโดยทุจริตตามมาตรา 1 (1) เช่น จำเลยไม่เก็บเงินประกันตัวผู้ต้องหาไว้ในตู้นิรภัยตามระเบียบ แต่เอาไปฝากที่สาว เมื่อถูกตรวจสอบพบ อีก 2 – 3 วัน จึงนำมาคืน ถือว่ามีเจตนาทุจริต ผิดมาตรานี้ (473/2527) หากทางราชการได้ประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว ไม่ถือว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต เช่น จำเลยขายซากเรือที่ชำรุดใช้การไม่ได้โดยเปิดเผยและสุจริตใจ เพียงแต่ไม่ได้ของอนุมัติขายตามระเบียบของทางราชการ แล้วจำเลยนำเงินที่ขายได้ซื้อรถตัดหญ้าในราคาสูงกว่าราคาที่ขายเรือได้ 400 บาท ให้แก่ทางราชการในทันที แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์ของทางราชการเป็นของตนเองหรือผู้อื่น จึงไม่ผิดมาตรา 147 (1522/2536)


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3620/2566

หลักกฎหมาย

ป.อ. มาตรา 147, 151, 157, 334, 335

ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

    ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 10 (1) สโมสรรัฐสภาไม่ได้เป็นนิติบุคคลที่อยู่ในหน้าที่ควบคุมดูแลของโจทก์และมิได้เป็นส่วนราชการในสังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตามประกาศรัฐสภา โดยผู้จัดการสโมสรรัฐสภาและคณะกรรมการสโมสรรัฐสภามีอำนาจดูแลและจัดการบริหารทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา อนุมัติการจ่ายเงินของสโมสรรัฐสภา และจัดการซึ่งกิจการโดยทั่วไปของสโมสรรัฐสภา โจทก์มิได้เป็นคณะกรรมการสโมสรรัฐสภาหรือผู้จัดการสโมสรรัฐสภา จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานหรือจัดการทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา คำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยเป็นประธานกรรมการสโมสรรัฐสภา และผู้จัดการสโมสรจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะมีอำนาจเข้าบริหารกิจการและทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา โจทก์ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินหรือเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา การเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาหรือไม่ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าผู้นั้นได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด ทั้งการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ การกระทำความผิดของจําเลยที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการกระทำต่อรัฐซึ่งเป็นอำนาจของหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะฟ้องขอให้ลงโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าวตาม ป วิ อ. มาตรา 28 (1) โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147, 151, 157, 334 และ 335

    ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157, 334, 335

    ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

    จำเลยให้การปฏิเสธ

    ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

    โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334

    ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

    โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ต่อมาที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตราข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ซึ่งข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติดังกล่าวตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 13 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอำนาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา และกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอ และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ การตั้งกระทู้ การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และกิจการอื่นเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่”

     แต่อำนาจหน้าที่ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้การประชุมในเรื่องต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะข้อความที่ว่า “กิจการอื่นตามอำนาจหน้าที่” นั้น ย่อมต้องหมายความว่าอำนาจหน้าที่ของโจทก์ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อำนาจ เมื่อมาตรา 2 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันบัญญัติเฉพาะให้บทบัญญัติของหมวด 2 พระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557 ยังคงใช้บังคับต่อไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้ และภายใต้บังคับมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ระบุว่าที่ใดในบทบัญญัติดังกล่าวอ้างถึงรัฐสภาหรือประธานรัฐสภาให้หมายถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญนี้ แล้วแต่กรณี ดังนั้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จึงไม่มีบทบัญญัติให้โจทก์ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอำนาจเกี่ยวกับการจัดการดูแลทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา ทั้งข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนและฎีกาของโจทก์ได้ความว่า การบริหารสโมสรรัฐสภาต้องดำเนินการตามข้อบังคับสโมสรรัฐสภา พ.ศ. 2546 เมื่อพิจารณาข้อบังคับสโมสรรัฐสภาดังกล่าวที่ระบุว่า สโมสรรัฐสภาเป็นสถานที่ให้บริการแก่สมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรี และสมาชิกสโมสรในการพบปะสังสรรค์ นันทนาการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่มวลสมาชิก โดยสมาชิกต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าบำรุงและค่าบริการสมาชิกตามที่คณะกรรมการกำหนด สำหรับการบริการของสโมสรรัฐสภาต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการสโมสรรัฐสภา ส่วนที่มาของกรรมการสโมสรรัฐสภาตามข้อบังคับข้อ 18 และ ข้อ 19 ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยที่ประชุมของสมาชิกสโมสรรัฐสภา และคณะกรรมการสโมสรรัฐสภาเลือกกรรมการด้วยกันหนึ่งคนเป็นนายกสโมสร และให้นายกสโมสรแต่งตั้งผู้จัดการสโมสรรัฐสภา คณะกรรมการสโมสรรัฐสภาและผู้จัดการสโมสรรัฐสภามีอำนาจดูแลรักษาและจัดการบริหารทรัพย์สินของสโมสร อนุมัติการสั่งจ่ายเงินของสโมสร ส่วนผู้จัดการสโมสรมีหน้าที่จัดการสโมสรตามวัตถุประสงค์ ดูแลและจัดการซึ่งกิจการโดยทั่วไปของสโมสร กับให้ผู้จัดการสโมสรเป็นตัวแทนสโมสรในนิติสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกในเรื่องกิจการและทรัพย์สินของสโมสรตามข้อบังคับข้อ 20, 30 และ 31 

    โจทก์มิได้เป็นคณะกรรมการสโมสรรัฐสภา หรือผู้จัดการสโมสรรัฐสภา จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานหรือจัดการทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา แม้โจทก์มีอำนาจหน้าที่ควบคุมและดำเนินกิจการของสภาตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 10 (1) แต่สโมสรรัฐสภาไม่ได้เป็นนิติบุคคลที่อยู่ในหน้าที่ควบคุมดูแลของโจทก์ และไม่ได้เป็นส่วนราชการในสังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตามประกาศรัฐสภา เรื่อง การแบ่งส่วนราชการในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2545 แม้จะมีหน่วยงานและข้าราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานสโมสรรัฐสภา โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มอบให้สำนักบริหารงานกลางมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการเกี่ยวกับกิจการสโมสรรัฐสภา และสำนักคลังและงบประมาณมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีในสโมสรรัฐสภาและด้านการเงินของสโมสรรัฐสภา แต่อำนาจหน้าที่ดังกล่าวเป็นเพียงการมอบหมายงานให้สำนักบริหารกลางและสำนักงานคลังและงบประมาณ ซึ่งเป็นหน่วยงานและข้าราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปช่วยดูแลงานของสโมสรรัฐสภา อันมีลักษณะเป็นงานในภาพรวมของการดำเนินการเกี่ยวกับกิจการสโมสรรัฐสภาเท่านั้น แต่การบริหารสโมสรรัฐสภาเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสโมสรรัฐสภา และผู้จัดการสโมสรรัฐสภาตามข้อบังคับสโมสรรัฐสภาข้างต้น โจทก์ในฐานะประธานรัฐสภามีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการยุติการดำเนินการเมื่อปรากฏว่าคณะกรรมการได้ดำเนินการขัดต่อวัตถุประสงค์ของสโมสร หรืออาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสโมสร รวมทั้งมีอำนาจดำเนินการอื่นตามสมควร ซึ่งเป็นเรื่องการกำกับดูแลตามที่ข้อบังคับสโมสรรัฐสภา พ.ศ. 2546 ข้อ 21 กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ได้ให้โจทก์เข้ามามีอำนาจในการบริหารและจัดการทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา

    โจทก์ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินหรือเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา และไม่ใช่อำนาจหน้าที่ประธานรัฐสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ส่วนที่โจทก์อ้างในทำนองว่าโจทก์ในฐานะประธานรัฐสภารักษาการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2554 ซึ่งโจทก์อ้างเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งว่าโจทก์อยู่ในฐานะที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยกับพวกตามฟ้อง เห็นว่า การที่กฎหมายบัญญัติให้มีผู้รักษาการก็เพื่อให้ทราบถึงผู้ดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ลำพังเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายไม่ได้หมายความรวมถึงให้โจทก์เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาได้ในทุกกรณี การเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาหรือไม่ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจงว่า ผู้นั้นได้รับความเสียหายโดยตรง โดยเฉพาะการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151 และ 157 เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นผลเสียหายแก่รัฐ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ เมื่อความผิดดังกล่าวเป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะฟ้องขอให้ลงโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (1) ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าตามข้อบังคับสโมสรรัฐสภา พ.ศ. 2546 หมวด 1 ข้อ 10 (2) ระบุว่า สมาชิกสามัญ ได้แก่ สมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรี โจทก์ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงเป็นสมาชิกสโมสรรัฐสภา โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและฎีกาอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะประธานรัฐสภา ไม่ได้ฟ้องในฐานะส่วนตัว การที่โจทก์ฎีกาดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในฐานะส่วนตัวที่เป็นสมาชิกสโมสรรัฐสภา ขัดกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและฎีกามาข้างต้น 

    ประกอบกับคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นผู้มีหน้าที่จัดการ รักษาทรัพย์ ได้กระทำการหรือละเว้นกระทำการในหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือกระทำการในหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์ได้เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์ไป และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการ รักษาทรัพย์ใด ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตเป็นการเสียหายแก่รัฐ หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และเป็นเจ้าพนักงานเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ใดอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น ทั้งยังเป็นการลักเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสโมสรรัฐสภา โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอย่างไร ฎีกาโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง

    ส่วนโจทก์ฎีกาต่อไปว่าในขณะเกิดเหตุไม่มีคณะกรรมการสโมสรรัฐสภา เพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสิ้นสุดลง ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เลขหน้า 187, 190 และ 198 คณะกรรมการสโมสรรัฐสภาจึงสิ้นสภาพ ไม่มีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์สินของสโมสร แม้ต่อมานายจเร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสโมสรรัฐสภา โดยให้จำเลยเป็นประธานกรรมการและผู้จัดการสโมสรตามคำสั่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ 1292/2557 นั้น คำสั่งดังกล่าวเป็นการกระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ดังนั้น คำสั่งที่แต่งตั้งคณะกรรมการสโมสรรัฐสภา ที่จำเลยเป็นประธานสโมสรและแต่งตั้งกรรมการสโมสรรัฐสภา จึงเป็นคำสั่งที่มิชอบและโดยสภาพกรรมการสโมสรรัฐสภาย่อมไม่ดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติย่อมเป็นผู้เสียหายฟ้องคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการและทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภาตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น การที่นายจเรมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสโมสรรัฐสภาจะเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร เป็นกรณีที่ต้องไปว่ากล่าวอีกส่วนหนึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะมีอำนาจเข้าบริหารกิจการและทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภา ดังนี้ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการสโมสรรัฐสภาจึงไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินของสโมสรรัฐสภาตามข้อบังคับสโมสรรัฐสภา พ.ศ. 2546 โจทก์ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติย่อมไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157, 334 และ 335 ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ที่อ้างว่าโจทก์ในฐานะประธานรัฐสภาเป็นผู้เสียหายเป็นฎีกาในรายละเอียดปลีกย่อยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ดังนี้ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

    พิพากษายืน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4167/2564

หลักกฎหมาย ป.อ. มาตรา 147, 151, 157

    แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการทรัพย์ของโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน แต่ตามระเบียกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ข้อ 5 ให้คำนิยาม เจ้าหน้าที่พัสดุ หมายความว่า พนักงานส่วนตำบลหรือข้าราชการอื่นที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ประธานกรรมการบริหารแต่งตั้งหรือมอบหมายให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัสดุตามระเบียบนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการเงินที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมออนุมัติแล้วการที่จำเลยที่ 1 เสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำและจัดการทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานทำหรือจัดการทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม) และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม) อันเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก 

    ส่วนจำเลยที่ 2 คงได้ความแต่ว่า จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ มีอำนาจสั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบล กับมีอำนาจในการอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอให้เป็นไปตามระเบียกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 เสนอมาเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม)

    ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 147, 151, 157 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 100,000 บาท แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ

    จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

    ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

    จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

    ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

    โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธา องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ มีอำนาจสั่งซื้อสั่งจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 จำเลยที่ 3 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง

    เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2547 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอมีมติในการประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 2 อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน เป็นเงิน 100,000 บาท โดยกำหนดรายละเอียดโครงการว่า ติดตั้งป้ายกระจกโค้ง จำนวน 10 ชุด ป้ายทางโค้ง จำนวน 6 ป้าย กันเลนบริเวณ 3 แยก 2 จุด ลูกระนาด จำนวน 30 จุด และป้ายลดความเร็ว จำนวน 6 ป้าย ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุเสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคา แต่ไม่มีรายการประมาณการค่าดำเนินการแยกแต่ละรายการ และไม่มีการเสนอแต่งตั้งผู้ควบคุมงาน มีเพียงวงเงินรวมที่ตั้งไว้ พร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สั่งจ้างพิจารณา จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นชอบและลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจการจ้าง วันที่ 15 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 3 เสนอทำงานดังกล่าวเป็นเงิน 100,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 6,542.10 บาท กำหนดเวลาส่งมอบงานภายใน 30 วัน นับถัดจากวันเริ่มทำสัญญา จำเลยที่ 2 ตกลงจ้างเหมาจำเลยที่ 3 ติดตั้งสัญลักษณ์จราจรดังกล่าว เป็นเงิน 100,000 บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 14 เมษายน 2547 ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำบันทึกรายงานการก่อสร้างประจำวันโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน วันที่ 29 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 3 มีหนังสือขอส่งมอบงานต่อจำเลยที่ 2 ว่า ทำการแล้วเสร็จถูกต้องตามสัญญาจ้าง ขอให้คณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงาน หากถูกต้องแล้วขอให้เบิกจ่ายเงินให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกเสนอจำเลยที่ 2 ว่า เห็นควรแจ้งคณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงานจ้างเพื่อเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับเหมาต่อไป จำเลยที่ 2 แจ้งคณะกรรมการตรวจการจ้างทราบ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำบันทึกเสนอประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างว่าได้ควบคุมงานตั้งแต่วันที่ผู้รับเหมาเริ่มทำงานและผู้รับเหมาทำงานเสร็จเรียบร้อยถูกต้องเป็นไปตามรายละเอียดแบบแปลนขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ วันที่ 31 มีนาคม 2547 คณะกรรมการตรวจการจ้างเสนอจำเลยที่ 2 ว่า ผู้รับเหมาส่งมอบงานถูกต้องครบถ้วนตามแบบ รูป และรายละเอียดทุกประการ สมควรเบิกจ่ายเงิน 100,000 บาท ให้ผู้รับเหมา จำเลยที่ 2 จึงอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินให้ผู้รับเหมา วันที่ 2 เมษายน 2547 มีการเบิกจ่ายเงิน 100,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย 1,000 บาท

    โดยการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสียสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

    ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น กับจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 ปัญหาต้องพิจารณามีว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำและจัดการเงินจำนวน 100,000 บาท ที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมออนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนได้ความว่า เมื่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอมีมติอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้าน เป็นเงิน 100,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุเสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2

    แม้ข้อเท็จจริงทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการทรัพย์ของโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านก็ตาม แต่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ข้อ 5 ให้คำนิยาม เจ้าหน้าที่พัสดุ หมายความว่า พนักงานส่วนตำบลหรือข้าราชการอื่นที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ประธานกรรมการบริหารแต่งตั้งหรือมอบหมายให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัสดุตามระเบียบนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ทำหรือจัดการเงินจำนวน 100,000 บาท ที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมออนุมัติแล้ว การที่จำเลยที่ 1 เสนอรายงานขอจ้างเหมาติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการดังกล่าวโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำและจัดการทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานทำหรือจัดการทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) 

    ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ปัญหาต้องพิจารณามีว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ซื้อ จ้างโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใด อย่างไร ได้ความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอ ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ มีอำนาจสั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบล กับมีอำนาจในการอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2538 ส่วนการซื้อการจ้างโดยวิธีตกลงราคาคดีนี้ ทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสนอรายงานขอจ้างติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านตามโครงการติดตั้งสัญลักษณ์จราจรภายในหมู่บ้านโดยวิธีตกลงราคาพร้อมรายชื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างต่อจำเลยที่ 2 เพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ให้ความเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 เสนอมาเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) และเมื่อวินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) แล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ หรือจัดการทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ทั้งเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

    อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ 3 โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เห็นว่า โทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เป็นอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่ำกว่านี้ได้อีก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคำเบิกความของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นควรลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม ส่วนที่จำเลยที่ 3 ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการช่วยส่งเสริมให้เจ้าพนักงานกระทำโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหมอและมีผลกระทบต่องบประมาณของรัฐในการพัฒนาประเทศทำให้รัฐต้องเสียหาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ลำพังจำเลยที่ 3 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบต่อบุพการี ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์จำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

    พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8088/2561

ป.อ. มาตรา 147

    เงิน 10,000 บาท ที่จำเลยในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองรับไปจากศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นเงินที่ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการจัดสรรมาให้ศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง เงินดังกล่าวถือเป็นเงินของทางราชการที่ต้องนำส่งเป็นเงินรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองทั้งสิ้น กรณีมิใช่เป็นเงินที่มีผู้อุทิศให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองเป็นการเฉพาะเจาะจงว่าให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่จำเลยฎีกา จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองและในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองย่อมจะต้องทราบดีว่า จะต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้อย่างไร การที่จำเลยอ้างว่า จำเลยมีความขัดแย้งกับ ส. ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองจนไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้ ก็มิได้เป็นเหตุให้จำเลยมีหน้าที่หรือจำต้องเก็บรักษาเงินไว้เอง การที่จำเลยเก็บรักษาเงินไว้เองโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการและไม่เคยแจ้งให้คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองทราบ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเจตนาเบียดบังเงินดังกล่าวเป็นของตนเองโดยทุจริต แม้ต่อมาจำเลยจะคืนเงินดังกล่าวให้แก่คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง แต่ก็เป็นเวลาภายหลังจากมีการร้องทุกข์แล้ว จึงหาเป็นเหตุให้รับฟังได้ว่าจำเลยมิได้มีเจตนาทุจริตเบียดบังเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเอง


___________________________


    โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

    จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

    ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

    โจทก์อุทธรณ์

    ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

    จำเลยฎีกา

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองได้จัดตั้งศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง เพื่อส่งเสริมการเล่นกีฬาและพัฒนาการกีฬาในระดับตำบล มีจำเลยเป็นประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2546 จำเลยในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองได้รับเงินอุดหนุนการจัดกิจกรรมกีฬาของศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองจากศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดหนองบัวลำภูเป็นเงิน 10,000 บาท เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมกีฬาของศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 หลังจากได้รับเงินดังกล่าวมาแล้ว จำเลยได้เก็บเงินไว้เองโดยไม่นำส่งให้คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองเก็บรักษา วันที่ 17 ตุลาคม 2546 นายอุทัย และจ่าสิบเอกอริยะ กรรมการและรองประธานกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองมอบอำนาจให้นายสมปราชญ์ กรรมการและเลขานุการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อจำเลย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 จำเลยลาออกจากตำแหน่งประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองและมอบเงิน 10,000 บาท ให้แก่คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองได้เลือกประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองคนใหม่และมีมติให้นำเงิน 10,000 บาท ดังกล่าวสมทบกับเงินสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์เพื่อจัดการแข่งขันกีฬาในปี 2547 ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 จำเลยลาออกจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง 

    เห็นว่า เงิน 10,000 บาท ที่จำเลยไปรับจากศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดหนองบัวลำภู จำเลยรับไปในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองและเป็นเงินที่ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการจัดสรรมาให้ศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง เงินดังกล่าวถือเป็นเงินของทางราชการที่ต้องนำส่งเป็นเงินรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองทั้งสิ้น กรณีมิใช่เป็นเงินที่มีผู้อุทิศให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองเป็นการเฉพาะเจาะจงว่าให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่จำเลยฎีกา จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองและในฐานะประธานศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองย่อมจะต้องทราบดีว่า จะต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้อย่างไร โดยปฏิบัติเหมือนเช่นปีก่อน ๆ ที่ผ่านมา การที่จำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยกับนายสมปราชญ์ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง มีความขัดแย้งกันจนไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้ ก็ไม่ได้เป็นเหตุให้จำเลยมีหน้าที่หรือจำต้องเก็บรักษาเงินไว้เอง และการที่จำเลยเก็บรักษาเงินไว้เองโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ที่สำคัญไม่เคยแจ้งให้คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมืองทราบ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเจตนาเบียดบังเงินดังกล่าวเป็นของตนเองโดยทุจริต แม้ต่อมาจำเลยจะคืนเงิน 10,000 บาท ให้แก่คณะกรรมการศูนย์กีฬาตำบลโนนเมือง แต่ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่นายสมปราชญ์ไปร้องทุกข์แล้ว จึงหาเป็นเหตุให้รับฟังได้ว่า จำเลยมิได้มีเจตนาทุจริตเบียดบังเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเอง พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวมาเมื่อรับฟังประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลย เชื่อได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

    พิพากษายืน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2561

ป.อ. มาตรา 147, 151, 157

    การที่จะถือว่าเป็นสาธารณภัยต้องเป็นภัยที่เกิดแก่คนหมู่มากอันมีผลกระทบต่อสาธารณชน ได้ความว่าบ้านพักของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่ซอยประชาชื่น 35 มีการยกระดับถนนประชาชื่นสูงกว่าถนนในซอย ทำให้ระดับบ้านของจำเลยมีน้ำท่วมขังในเวลาที่ฝนตกหนัก สาเหตุที่น้ำท่วมบ้านของจำเลยเกิดจากการระบายน้ำในท่อไม่ทัน แต่เมื่อฝนหยุดตก 5 ถึง 6 ชั่วโมง น้ำจึงระบายออกหมด การที่น้ำท่วมบ้านจำเลยดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นสาธารณภัย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุสาธารณภัยเพื่อให้ตนเองพ้นผิดในการใช้รถยนต์เทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปใช้โดยขัดต่อระเบียบหาได้ไม่ ทั้งจำเลยนำทรายพิพาทไปคืนหลังเกิดเหตุแล้วถึง 5 เดือน ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ส่อเจตนาว่า จำเลยนำทรายพิพาทไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลย ไม่ใช่เป็นการยืมทรายพิพาทแล้วนำมาใช้คืนตามที่กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยเป็นการอาศัยอำนาจในตำแหน่งนายกเทศมนตรีสั่งการให้ใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนย้ายทรายพิพาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติ

    สำหรับองค์ประกอบตามความผิด ป.อ. มาตรา 147 และ 151 ผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ได้เบียดบังทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่ดังกล่าวเป็นของตนโดยทุจริตหรือใช้อำนาจในตำแหน่งดังกล่าวโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ พยานโจทก์ที่นำสืบมาไม่ได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด อย่างไร เพียงได้ความแต่ว่าจำเลยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองคูคต มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาลและมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ซื้อหรือจ้างทุกวิธีที่ใช้จ่ายจากเงินรายได้ไม่จำกัดวงเงินตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนการจัดซื้อทรายพิพาทได้ความว่าอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของฝ่ายโยธา ในขณะที่การจัดการดูแลรับผิดชอบรถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคต เป็นหน้าที่ของงานป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยของเทศบาลเมืองคูคต เห็นได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเกี่ยวกับงานราชการของเทศบาลเมืองคูคต ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 151

     แต่การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาศัยอำนาจในตำแหน่งนายกเทศมนตรีสั่งการให้ใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลเมืองคูคตจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157


___________________________


    โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157 ให้จำเลยคืนทรายและน้ำมันหรือเงินสดจำนวน 1,781 บาท แก่เทศบาลเมืองคูคต และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 6450/2558 ของศาลชั้นต้น

    จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6450/2558 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนทรายและน้ำมันรถหรือเงินสดจำนวน 1,781 บาท แก่เทศบาลเมืองคูคตนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยนำเงินค่าทรายและค่าน้ำมันรถพร้อมดอกเบี้ยชำระให้แก่เทศบาลเมืองคูคตแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

    จำเลยอุทธรณ์

    ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

    จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 และเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายสั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาลเมืองคูคต 

    เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 จำเลยโทรศัพท์บอกนายอนุสรณ์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยเทศบาลเมืองคูคต ให้ขนกระสอบบรรจุทรายของเทศบาลเมืองคูคตที่ซื้อมาเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองคูคตไปที่บ้านของจำเลยเพื่อใช้ป้องกันน้ำท่วมบ้านของจำเลยจำนวน 40 กระสอบ นายอนุสรณ์จึงสั่งให้นายณรงค์ฤทธิ์ พนักงานจ้างตามภารกิจ ทำหน้าที่หัวหน้าเวรชุดที่ 1 งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองคูคต จัดรถและคนเพื่อขนกระสอบทรายจำนวน 40 กระสอบ คิดเป็นเงิน 680 บาท ขึ้นรถกระบะหมายเลขทะเบียน บง 3974 ปทุมธานี ของเทศบาลเมืองคูคตไปที่บ้านของจำเลยซึ่งอยู่ในซอยประชาชื่น 35 แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายนภดล ขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บ 3677 ปทุมธานี ของเทศบาลเมืองคูคตอีกคันหนึ่ง นำพนักงานเทศบาลอีก 3 คน ไปด้วย เมื่อไปถึงบ้านของจำเลย จำเลยและภริยาสั่งให้พนักงานเทศบาลเมืองคูคตช่วยกันขนกระสอบทรายไปวางเป็นแนวป้องกันน้ำท่วมหน้าประตูบ้านแล้วเดินทางกลับสำนักงานเทศบาลเมืองคูคต และในวันดังกล่าวมีการเติมน้ำมันรถกระบะหมายเลขทะเบียน บง 3974 ปทุมธานี คันที่ใช้ขนกระสอบทรายจำนวน 40 ลิตร เป็นเงิน 1,101.60 บาท ต่อมาจำเลยในฐานะนายกเทศมนตรีเมืองคูคตได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าน้ำมันรถดังกล่าวจากเงินงบประมาณของเทศบาลเมืองคูคต

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีนายอนันต์ ผู้อำนวยการกองช่าง เทศบาลเมืองคูคต และนายจิระ หัวหน้าฝ่ายการโยธา เทศบาลเมืองคูคต ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับทรายพิพาทที่จำเลยสั่งให้พนักงานเทศบาลเมืองคูคตนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมบ้านจำเลยซึ่งอยู่นอกเขตเทศบาลเมืองคูคตเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ตามระเบียบปฏิบัติการนำทรายที่เทศบาลเมืองคูคตจัดซื้อเพื่อไว้ใช้ในการป้องกันน้ำท่วม กรณีปกติทั่วไปชาวบ้านที่มาขอต้องเขียนคำร้องเพื่อจะได้ทราบว่าผู้ใดเอาไปบ้างเป็นจำนวนเท่าใด และลงหลักฐานการเบิกจ่ายไว้โดยเสนอคำร้องให้ผู้มีอำนาจอนุมัติ และหากเป็นกรณีที่นำทรายดังกล่าวออกไปใช้นอกเขตพื้นที่เทศบาลเมืองคูคตจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้บริหารก่อน แต่ทรายพิพาทที่จำเลยสั่งให้พนักงานเทศบาลเมืองคูคตนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมบ้านของจำเลย ซึ่งอยู่นอกเขตเทศบาลเมืองคูคต พยานโจทก์ทั้งสองไม่ทราบเรื่องและไม่มีการรายงานเรื่องดังกล่าวให้ทราบ ส่วนการใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทดังกล่าวก็ได้ความจากนายอนุสรณ์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยพยานโจทก์ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว เบิกความยืนยันว่า การใช้รถยนต์ของเทศบาลต้องยื่นคำร้องต่อหัวหน้างานและหัวหน้าฝ่ายป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อย แล้วเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อขออนุญาตตามระเบียบเทศบาลเมืองคูคตว่าด้วยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 แต่การใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปบ้านจำเลยไม่ได้ขออนุญาตใช้รถยนต์จากผู้บังคับบัญชาตามระเบียบ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า เป็นการขอยืมทรายพิพาทไปใช้ก่อนเพื่อนำไปใช้ในการป้องกันน้ำท่วมซึ่งเป็นการบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้นที่บ้านจำเลย จำเลยมีสิทธินำรถยนต์ขนทรายพิพาทได้ไม่เป็นการขัดต่อระเบียบและเมื่อภัยพิบัติได้ล่วงพ้นไปจำเลยนำทรายพิพาทคืนให้แก่เทศบาลเมืองคูคตแล้วนั้น 

    เห็นว่า การที่จะถือว่าเป็นสาธารณภัยต้องเป็นภัยที่เกิดแก่คนหมู่มาก อันมีผลกระทบต่อสาธารณชน แต่ได้ความตามเอกสารแก้ข้อกล่าวอ้างของจำเลย ข้อที่ 13 ว่า ซอยประชาชื่น 35 ซึ่งบ้านจำเลยตั้งอยู่เดิมชื่อซอยศิริโรจน์ ลักษณะเป็นซอยตันในหมู่บ้านศิริโรจน์ที่สร้างประมาณปี 2514 ถึง 2515 มีบ้านเพียง 14 หลัง ประมาณปี 2520 ถึงปี 2521 มีการยกระดับถนนประชาชื่นสูงกว่าถนนในซอยประชาชื่น 35 ประมาณ 35 ถึง 70 เซนติเมตร และขยายผังการจราจรจาก 2 ช่องเดินรถเป็น 4 ช่องเดินรถ ทำให้ระดับบ้านของจำเลยในซอยประชาชื่น 35 เริ่มมีปัญหาเกิดน้ำท่วมในเวลามีฝนตกหนัก ทั้งจำเลยเบิกความรับว่า สาเหตุการที่น้ำท่วมบ้านจำเลยในซอยประชาชื่น 35 เกิดจากก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ฝนตกหนัก 3 ชั่วโมง ทำให้ระบายน้ำในท่อไม่ทัน แต่เมื่อฝนหยุดตก 5 ถึง 6 ชั่วโมง น้ำจึงระบายออกหมด การที่น้ำท่วมบ้านจำเลยดังกล่าวยังไม่อาจถือได้ว่าเหตุดังกล่าวเป็นสาธารณภัย จำเลยจะอ้างเป็นเหตุสาธารณภัยเพื่อให้ตนเองพ้นผิดในการใช้รถยนต์เทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปใช้โดยขัดต่อระเบียบปฏิบัติหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นการยืมทรายพิพาทไปใช้ชั่วคราวก็ไม่มีระเบียบปฏิบัติที่จะกระทำได้ ส่วนสภาพทรายพิพาทจำเลยก็เบิกความรับว่า เป็นทรายขี้เป็ด หลังจากถูกน้ำท่วมแล้วภายหลังจะแห้งแข็งไม่สามารถนำไปใช้งานได้อีก ทั้งได้ความว่า จำเลยนำทรายพิพาทไปคืนหลังเกิดเหตุแล้ว 5 เดือน เป็นพฤติการณ์ที่ส่อเจตนาของจำเลยว่า จำเลยนำทรายพิพาทไปเพื่อประโยชน์ของจำเลย ไม่ใช่เป็นการยืมทรายพิพาทแล้วนำมาใช้คืนตามที่จำเลยอ้าง การกระทำของจำเลยเป็นการอาศัยอำนาจในตำแหน่งนายกเทศมนตรีสั่งการให้ใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนย้ายทรายพิพาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติ แต่เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 ผู้กระทำผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ได้เบียดบังทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่ดังกล่าวเป็นของตนโดยทุจริตหรือใช้อำนาจในตำแหน่งดังกล่าวโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ แต่พยานโจทก์ที่นำสืบไม่ได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด อย่างไร เมื่อพิจารณาตามรายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานในเทศบาลเมืองคูคตเอกสารท้ายฎีกา ซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาคัดค้านได้ความว่า จำเลยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองคูคต มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย สั่งอนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาลและมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ซื้อหรือจ้างทุกวิธีที่ใช้จ่ายจากเงินรายได้ไม่จำกัดวงเงินตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างทรายพิพาทเป็นหน้าที่ของงานพัสดุและทรัพย์สิน และได้ความว่า ทรายพิพาทที่จัดซื้อมาได้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของฝ่ายโยธา และการจัดการดูแลรับผิดชอบรถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคต เป็นหน้าที่ของงานป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยของเทศบาลเมืองคูคต จะเห็นได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเป็นผู้อนุมัติเกี่ยวกับงานราชการของเทศบาลเมืองคูคต ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 

    แต่การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาศัยอำนาจในตำแหน่งนายกเทศมนตรีสั่งการให้ใช้รถยนต์ของเทศบาลเมืองคูคตขนทรายพิพาทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลเมืองคูคตเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน และเห็นควรปรับบทลงโทษและกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้พิพากษาให้ถูกต้อง

    ส่วนจำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นนายกเทศมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนโดยส่วนรวมแต่กระทำผิดเสียเอง โดยใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่นำทรัพย์ที่ต้องบริการแก่ประชาชนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ชอบ เป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ที่จำเลยฎีกาอ้างเหตุมีคุณความดีในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ มีอายุมากและมีโรคประจำตัวเป็นเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวของจำเลย ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

    พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ให้จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6450/2558 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2564 ผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากกรมสรรพากรโดยติดจำนอง "เป็นผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนอง"

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2564 ผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากกรมสรรพากรโดยติดจำนอง ชำระเงินครบถ้วน ยังไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เป็นผู้รับโอนทรัพย์สิน...